“พี่ว่าเราสองคนยังเปลี่ยนใจทันนะ” น้ำเสียงหวานเอ่ยกับหญิงสาวอีกสองคนด้วยความเป็นห่วงเพราะตั้งแต่เด็กจนโตพวกเธอทั้งสามไม่เคยแยกจากกันไปไหนไกลๆ เลยสักครั้ง
“พี่ช้อง พี่ก็รู้ว่ามันจำเป็นนะคะ” เสียงของน้องสาวคนเล็กบอก หากไม่มีความจำเป็นเธอก็ไม่อยากเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไหนไกลๆ แบบนี้หรอก
“แต่พี่เป็นห่วงพวกเรานะ ขิม เพลง” พี่สาวคนโตบอก
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะพี่ช้อง เพลงดูแลตัวเองได้ อีกอย่างเพลงไปอยู่ที่นู้นเพลงก็มีงานรออยู่แล้ว เพื่อนของเพลงเขาติดต่อร้านอาหารไว้ให้แล้วค่ะ” คนเป็นน้องบอกให้พี่สาวสบายใจ
“ใช่ค่ะ ของขิมก็เหมือนกันไปแสดงโชว์ไม่นานเดี๋ยวก็กลับ พี่ช้องนั่นล่ะค่ะอยู่ที่นี่ต้องดูแลตัวเองดีๆ นะคะ” น้องสาวคนเล็กบอกพี่สาว
“ฝากแม่ด้วยนะคะพี่ช้อง” น้องคนกลางบอกพี่สาว
“จ้ะ ไม่ต้องห่วงหรอก พี่จะดูแลแม่อย่างดีไม่แน่พอเราสองคนกลับมาแล้ว แม่อาจจะฟื้นแล้วก็ได้นะ” พี่สาวคนโตบอก เพราะพวกเธอทั้งสามพี่น้องหวังมาตลอดว่าสักวันมารดาจะฟื้นขึ้นมา
“เพลงก็หวังให้เป็นอย่างนั้นค่ะ แต่ถ้าแม่ฟื้นขึ้นมาแล้วรู้เรื่องบ้าน” น้องสาวอดกังวลเรื่องนี้ไม่ได้
“เดี๋ยวเราไปทำงานกลับมาก็ได้เงินแล้วค่ะ พี่เพลงไม่ต้องห่วงหรอก” น้องเล็กที่มองโลกในแง่ดีเอ่ยให้พี่ทั้งสองคนสบายใจ
ทั้งสามคนอดมองหน้ากันไม่ได้เมื่อน้องเล็กเอ่ยจบเพราะเงินขนาดนั้นพวกเธอจะสามารถหามาได้ภายในสามเดือนเชียวเหรอ บางทีอาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตพวกเธอก็ยังหามาได้ไม่ครอบจำนวนนั้นอยู่ดี
“พวกเราต้องไปแล้วนะคะพี่ช้อง” น้องสาวมองเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาตัวเอง
“เดินทางดีๆ นะ” น้ำเสียงของคนเป็นพี่สั่นเล็กน้อย เมื่อถึงเวลาที่พี่น้องจะต้องจากกันไกลแล้ว ดวงตากลมโตของหญิงสาวเริ่มแดง จนคนเป็นน้องต้องรีบเอ่ย
“อย่าร้องนะพี่ช้อง ไม่งั้นเดี๋ยวขิมร้องตามจริงๆ ด้วย”
“พี่ไม่ได้จะร้องสักหน่อย” คนเป็นพี่ว่า “ไปเถอะเดี๋ยวจะตกเครื่องจริงๆ”
น้องสาวทั้งสองคนเดินเข้ามาสวมกอดพี่สาว สามพี่น้องยืนกอดกันนานกว่าที่จะผละออกจากกัน พวกเธอทั้งหมดอยากจะเก็บความอบอุ่นนี้ไว้ในยามที่ต้องห่างกันไกลแบบนี้
“ขิมกับพี่เพลงไม่อยู่ พี่ช้องอย่าโยนพวงมาลัยให้ใครนะ” น้องสาวเอ่ยอย่างทะเล้นก่อนที่จะเดินเข้าไปในช่องผู้โดยสารขาเข้า
คนเป็นพี่ส่ายหัวพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งไปให้น้องสาวทั้งสองคน มือบางเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาก่อนจะเดินกลับออกไปเพื่อนั่งรถประจำทางกลับบ้าน ระหว่างทางเดินก็มีกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นกำลังหยอกล้อเล่นกับเพื่อน จนคนในกลุ่มถอยหลังมาชนหญิงสาวเข้า ด้วยความตัวเล็กและไม่ทันตั้งตัวจึงทำให้คนที่ถูกชนเซและจะล้ม แต่โชคดีที่มีใครคนหนึ่งรับไว้ได้ทันก่อนที่ร่างบางจะลงไปอยู่บนพื้น
“อุ๊ย ขอโทษค่ะ ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างอัตโนมัติทันทีเมื่อรู้สึกว่าเท้าของเธอไปเหยียบเท้าของใครบางคนเข้าเต็มๆ และใครคนนั้นก็ช่วยรับเธอไว้ด้วย
“ไม่เป็นไร” น้ำเสียงเข้มเอ่ยออกมาเป็นภาษาอังกฤษ
เมื่อร่างบางยืนด้วยตัวเองได้แล้วเธอจึงหันไปขอบคุณผู้มีพระคุณอีกครั้ง แต่เมื่อเธอหันไปก็พบว่าชายหนุ่มที่ช่วยเธอไว้นั้นมีหนวดเครารุงรัง ผมก็ยาวไม่เป็นทรง ถ้ามองดีๆ ชายหนุ่มเหมือนมหาโจรมากกว่านักเดินทางเสียอีก ไม่รู้ว่าด่านตรวจคนเข้าเมืองให้ชายหนุ่มคนนี้ผ่านมาได้ยังไง หญิงสาวแอบคิดในใจ
“เอ่อ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” หญิงสาวก้มหน้าขณะเอ่ยเพราะเธอไม่กล้าสบตาคมเข้มนั้น มันดูดุและน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก หัวใจของหญิงสาวเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อได้เห็นใบหน้าเข้มนั่น และเมื่อเอ่ยจบหญิงสาวก็รีบเดินจากไปทันที ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิมและแม้ว่าหญิงสาวจะเดินลับหายไปท่ามกลางผู้คนแล้ว แต่เขาก็ยังได้กลิ่นหอมที่ลอยมาจากตัวเธออยู่
...ถ้ามีโอกาสได้พบเธออีกครั้งเขาสาบานได้เลยว่า เขาจะทำให้เธอเป็นของเขาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม เขาอยากรู้ว่าถ้าหากร่างบางนั้นอยู่ภายใต้ร่างของเขาแล้วจะเป็นยังไง...
|